Sukanya's profileสุกัญญาPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
October 06 ดอกจำปีแขกจำปีแขก
มาดูกันเต็มๆกับ ดอกจำปีแขก ไม่ได้เน้นให้ความรู้อะไร ชอบ เลยเอามาโชว์ ความรู้ในบล๊อคของเรานี่น้อยมาก
อิอิออกตัว ดอกตูมของจำปีแขกจะอยู่ซอกใบปลายกิ่ง ดกมากค่ะ แทรกทุกใบเลย แต่เขาจะค่อยๆใหญ่ขึ้น จนกระทั่งบานใช้เวลานานมากๆค่ะ
ดอกตูมมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 mm. เรากะเองน่ะไม่ได้ไปวัดจริงๆ
ดอกจะแย้มตอนเย็นมีกลิ่นหอมช่วงเย็นเวลาอยู่ใกล้ กลิ่นเหมือนดอกกระดังงา
แต่เช้ามากลับไม่มีกลิ่น แต่ดอกบานสวยน่ารักมาก
เกสรข้างใน มีจุดสีชมพู เล็กๆ ดูสวยดี
ดอกมี 5กลีบ กลีบแรกที่ร่วงจะเป็นกลีบที่อยู่นอกสุดและใหญ่ที่สุด
จบแล้วขอบคุณค่ะ ที่ติดตามชม ถ้าใครมีข้อมูลเสริม ก็บอกกันได้เลยน่ะค่ะ
September 29 พุดอเมริกาพุดอเมริกา
หลังจากฝากเพื่อนซื้อมา อุตสาห์ปริ๊นรูปไปดูด้วยก็ยังไปโดนหลอกมา เหอๆ
พอดีจะไปซื้อปุ๋ยที่ร้านใกล้หอพักพี่เขาเลยถามว่า..."ยังอยากได้อีกไหมพุดอเมริกาใต้ของเธอหน่ะ พี่ไปเห็นมาแล้ว อู๊ย.ย.ยดอกใหญ่มากๆเลย หอมมากด้วยน่ะ"
จริงช่วงนี้ก็ยังไม่คิดซื้อะไรเพิ่มหรอกน่ะ 555 แต่พี่เขาเสนอมาเลยสนอง " เอามาเลยพี่ เท่าไหร่อย่าแพงน่ะ..ต้องเห็นดอกติดต้นมาด้วยน่ะพี่ "
พี่บอก 150 พี่ขายเท่าราคาซื้อมาเลยไม่เอากำไร (แต่จริงๆแล้วพอพี่เอามาให้ พี่คิดเพิ่มอีก 30 แต่ช่างเถอะไปซื้อเองหมดกว่านี้มั้งอิอิ) สังเกตุที่ฐานดอก จะมีลักษณะ มนๆ ไม่เหมือนพุดใหญ่ธรรมดา
บานแล้วดอกใหญ่มากจริงๆ
ลองเอามืออัน อวบอ้วน ไปเปรียบเที่ยบ มาวางวันแรกใบเขียวสดจนตั๊กแตนอดใจไม่ไหว แทะซะแหว่งเลย ดีไม่ รับประทานดอกไปด้วยรู้สึกอะไรมาใหม่
จะชอบมาชิมอยู่รื่อยเลย
ลักษณะใบเขาก็จะใหญ่คล้ายใบขนุนเลยค่ะ จุดสังเกตุอีกจุดหนึ่ง ที่จะไม่ต้องมาช้ำใจอย่างเรา
เช้าอีกวัน บานเต็มที่แล้ว สวยอยู่2วันเต็ม
September 27 ภูสอยดาว 2 ดอกไม้งาม นาม..หงอนนาค
ดอกหงอนนาคตอนที่เดินขึ้นภูมาเจอครั้งแรกตอนบ่าย 3 ซึ่งค่อนข้างที่จะร้อนมากๆแต่เราสังเกตุเห็นว่าดอกมีความชุ่มชื้น ก็แปลกใจลองเอานิ้วมือไปแตะๆ ดูเบาๆปรากฎว่าที่เห็น ชุ่มชื้นอยู่นี่มันมีความเหนียวเนี่ยแหละน๊า ถ้าไม่มาก็ไม่รู้อิอิ
เดินดุ่มๆมองไป ก็เจอหงส์ขาว ของดอกหงอนนาค อันนี้เราเรียกเองน่ะ 55 เพราะเขามี น้อยมาก ขาวสะอาดสวยซะจริงๆ
เต้นทร์ของพวกเราก็ทยอยขึ้นมากับลูกหาบ รู้สึกกลุ่มของเราจะมาท้ายๆ รอนานจนฝนตก จนหยุดไปแล้วรอบนึง
ที่กางเต้นทร์เราก็หรูดูดีมีฐานะ ดอกหงอนนาคล้อมหน้าล้อมหลังเสร็จแล้วเราก็ไปตักน้ำที่ลำธาร เพื่อหิ้วไปอาบที่ห้องน้ำ ทุกคนต้องทำอย่างนี้เหมือนๆกันแต่ไม่ได้ไกลอะไร
![]() เช้านี้เราตื่นมาเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นตรงบริเวณจุดเขตแดน ไทยลาว
ซึ่งเราต้องผิดหวัง ไม่ได้เห็นพระอาทิตย์เนื่องจากหมอกลง หนามากๆวิวก็ไม่เห็น
จุดที่เรามานั่งอยู่นี้คือยอดสูงสุด 1,633 เมตรจากระดับน้ำทะเลหมอกหนาจริงๆ
ตื่นเต้นกับต้นหยาดน้ำค้างของที่ภูสอยดาวจริงๆ เราก็มองหาอยู่ ตอนแรกๆคิดว่าต้นมันจะสูงได้ซัก 1 ฟุตแต่ จริงๆแล้วแค่ 4-5 เซนติเมตร ที่เราเห็นเพราะมี่พี่ๆเขาตั้งกล้องถ่ายภาพได้เจ้านี่อยู่แล้ว แหม...มองหายอยู่ตั้งนาน ได้เจอตัวจริงแล้ว งดงามจริงๆ เลย ให้คะแนนเต็มสิบไปเลย..... ไม่ๆ เอาไปเต็มร้อยเลยดีกว่า
![]() ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น
ธรรมชาติที่รายล้อมเราทำให้เรามีความสุขเกินที่จะบรรยายจริงๆ
ยอด 1,633 รอบ2 มองเห็นทิวเขาแล้ว เมื่อกี๊ยังขาวโพลนอยู่เลย เอาใจอยากจังน่ะน้องหมอกขาว
เธอชื่ออะไรบอกันหน่อยสิ สวยหวาน เอาไหมชื่อนี้
บุ้งน้อยชุ่มชำไปด้วยน้ำค้าง
เดินเลาะริมหน้าผาจนมาถึงจุดชมวิวพระอาทิตย์ตก จากตรงนี้เดี๋ยวเราไปกินข้าวเที่ยงกันซะก่อน
แล้วเราก็มาลุยทางลงไปน้ำตกสายทิพย์ หรือน้ำตกมอสเพราะมีมอสเขียวครึ้มปกคลุมหินทั่วไปหมด
ทางลงลำบากสุด แล้วก็นึกถึงตอนขึ้นด้วย 5555
ประคับประคองกันไปอย่างดี
ตอนเย็นมาชมพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิว แต่ก็มิเห็นเหมือนตอนเช้านั่นแหละ ขาวโพลน รอเท่าไหร่ฟ้าก็ไม่เปิด
ก็เลยถ่ายรูปพวกเรากันเอง555ไม่มีไรทำ
โดดเข้าไปว่าจะเอาเหรียญ โดดสูง
งานเลี้ยงยอมมีวันเลิกรา ต้องกลับลงไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกแล้วเรา เมื่อไหร่เราจะได้มาเที่ยวอย่างนี้อีกน้อ
ดูลูกหาบเขาแบกกันสิค่ะ เรามาพิชิตภูสอยดาว แต่ลุกหาบเขาแบกของเท่าภูเขาพิชิต ทุกวัน
ซักภาพก่อนอำลา
สวยงามจริงๆ
ดูเอาเถอะ ขออยู่ต่อได้ไหมอ่ะยังไม่อยากกลับเลย
ระหว่างทางโชคดีไม่เจอฝน ฝนมาตอนเราใกล้ถึงที่ทำการอุทยานภูสอยดาวแล้ว สะดวกโยธินดีจริง
ระหว่างรอกระเป๋าจากลูกหาบมาซื้อของที่ระทึก..... เอ้ย....ไม่ใช่ของที่ระลึก โปสการ์ดสวยๆ เขียนถึงเพื่อนของเรา
สุดท้ายนี้จะเก็บภาพประทับใจและความงดงามของยอดภูไว้ในจิตใจตลอดไปไม่รู้ลืม
September 09 เที่ยวภูสอยดาวพราวพร่างสายหมอก และทุ่งดอกหงอนนาค ตอนที่1 เรื่องราวของการเดินทางการเดินทางท่องเที่ยวครั้งล่าสุดของเรา จุดมุ่งหมายเพื่อชมความงามของดอกหงอนนาค
เราเริ่มออกเดินทางจาก กทม ราวๆ 3ทุ่ม มาถึงตลาดชาติตระการ ประมาณตี 5 ทางกรุ๊ปทัวร์แวะซื้ออาหารให้เรา ตอนแรกกำหนดการณ์คือ จะดื่มกาแฟกันที่นี่ก่อนแต่วันนี้เห็นรถตู้จาก เวปอื่นมาเต็มไปหมด เราต้องรีบไปที่ทำการอุทยานเพื่ออาบน้ำจัดกระเป๋ากัน เพราะถ้าช้า เรื่องลูกหาบเราก็จะช้าตามไปด้วย ซึ่งก็เป็นตามคาด ก่อนหน้าเรารถตู้เต็มถนนไปหมดเป็นวันที่ คนหลายๆคนใจตรงกันเพื่อที่จะมาพิชิตภูสอยดาวแห่งนี้
ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นยังไง จะเหนื่อยแค่ไหน ไม่มีท้อ ดูได้จากหน้าตาที่สดชื่นสุดๆ ตัวอยู่ข้างล่างใจไปอยู่โน่น บนโน้น บนยอดเขาแล้ว555
ช่วงแรกของการเดินทางเราจะต้องเดินตามแนวน้ำตกไปก่อนแล้วก็จะถึง เนินส่งญาติ เนินปราบเซียน เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง เนินมรณะ และถึงลานสนระยะทางรวมทั้งหมด 6.5 กิโลเมตร ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ไกลเพียงแต่ว่าทางที่เดินที่มีความชันท้าทายพลังร่างกายและพลังของใจเราได้ดีจริงๆ ไม่รู้ว่าถ้าเราอายุมากกว่านี้เราจะไหวไหมน่ะ
แต่ก็มีน่ะ อายุมากแล้วแต่ก็ยังฟิตอยู่เลย นับถึอๆ
ระหว่างทางเดินจะพบกับพืชพันธ์งอกงาม ตามธรรมชาติ เห็ดนานาชนิต เอื้อง ป่าไผ่ยักษ์ และสัตว์เล็กที่เราต้องคอยสังเกตเอาเอง
รังแมงมุมก็ใหญ่มาก จะเอาไว้ดักนก หรือไง ผักกูดกินได้ แต่ถ้าเป็นผักกูดดอยจะเหนียว กินไม่ได้
คอนโดเห็ดอะไรมิทราบ สวยดี เจอกี่ร้อยเห็ดก็ชอบไปหมด ( รวมทั้งชอบกินด้วย ถ้ากินได้ )
เห็ดรูปร่างแตกต่างกันไปรวมทั้งสีสัน นี่ก็ขึ้นใกล้ๆกับมอสสีเขียวสด ดูสีตัดกันแต่ก็เข้ากันได้ในธรรมชาติ
ทางที่ชื้นแชะ แต่โชคดีวันที่เราไปตอนเดินขึ้นภูเราไม่เจอฝนเลย เจอแดดแรงๆแทน แต่ทางบางช่วงเราก็ยังเป็นแบบนี้
เดินมาได้ซักพักก็เจอที่พักใต้ต้นไม้ใหญ่ ณ. ที่นี่เราเจอตัวคุ่นกัด โดยไม่รู้ตัวเพื่อนเราก็โดนรู้ตัวอีกที ก็บนภูโน่นแหละ ไอ้เจ้าตัวคุ่นนี้เหมือนตัวมิ้มที่ตอมน้ำหวาน เขาบอกว่าถ้าใครแพ้จะบวมและคันมากๆ นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วไม่บวมแต่คันนิดๆ
เนินแรกชื่อว่าเนินส่งญาติ ใครๆก็สงสัยทำไมมาส่งญาติกันไกลจัง (โดยมีเพื่อนเราเป็นนางบาป เฮ้ย นางแบบอิอิ)
บันไดจุดเริ่มเนินส่งญาติ
ขึ้นมาจากเนินส่งญาติก็แทบจะหมดเรี่ยวแรงโหย.....เมื่อยขาจริงๆมีแต่บันไดเหนื่อยก็เหนื่อยดูได้จากหน้าตาเพื่อนๆเรา และเราก็ดมยาดมไม่อายใครเลย
ได้เวลาไปต่อแล้วจ้า ที่นี่ตัวคุ่นเยอะมากๆโดนกัดไปหลายจุด ดีน่ะว่าเราไม่แพ้
รอยคุ่นกัดเป็นแบบนี้ เป็นจุดห้อเลือด
อ่ะมาหยุดที่ป้ายเขาถามเราว่าจะไปต่อไหม เนินข้างหน้าคือเนินปราบเรา เฮ้ยปราบเซียน แหมะ อ่านผิด อุ๊ยแต่ละชื่อ น่ากลัวจัง
ระหว่างถ่ายก็พัก ถ่ายรูปมั่งแก้เหนื่อย
มาถึงเนินป่าก่อแหละ เฮ้อถึงจนได้น่ะเรา
หยุดตรงนี้เพราะเหนื่อยจริงๆ ต้องพักนิดหน่อยก่อนจะขึ้นเนินมรณะ เรามองขึ้นไปนั้น เหมือนภาพ วิดีโอ ที่ถูกหยุดค้างไว้ เพราะความสูงบวกความเหนื่อยทำให้คนที่ขึ้นไปก่อนหน้าเรา ถึงได้ดูเหมือนภาพที่ถูกหยุดแช่ค้างไว้ ^_^
เนี่ยแหละทางเดินขึ้นเนินมรณะ ที่ทั้งชันและร้อนมากๆ
ถ้าใครไปภูสอยดาว ต้องลองไปยืนจุดนี้เพื่อถ่ายภาพ แต่ต้องระวังลื่นตกลงไปด้วยน่ะค่ะ
วู้...ถึงสักที ป้ายบอกผู้พิชิตลานสนภูสอยดาว (แต่ลูกหาบ เขาพิชิตกันทุกวันอ่ะ อายจัง)
August 02 ดอกพุดซ้อน อะไรไม่แน่ใจJuly 22 พุดกุหลาบJuly 04 พุดฮอลแลนด์เอาดอกพุดฮอลแลนด์มาโชว์เพื่อนๆ ค่ะ
ปลื้มมาก ก่อนหน้าที่จะบาน 2 วันมันเฉาทั้งต้น ใบเหลืองเพียบเลยตัดทิ้ง ส่วนใบเขียวๆเขาก็เหี่ยว..เชียว ก็ไม่ได้ถ่ายภาพเก็บไว้ ไม่รู้เป็นไร
จะเป็นเพราะใส่ปุ๋ยชีวภาพหรือเปล่า หรือจะเป็นเพราะ หมามาฉี่ใส่ พอ ได้ฝน 1 วันฟื้นเฉยเลย ทีหลังจะไม่ใส่ปุ๋ยตอนดอกใกล้บาน แล้วก็จะหาขวดใส่น้ำมาวางกันหมา
July 03 ชวนเพื่อนไป ภูสอยดาว จ.อุตรดิตถ์ ไปเที่ยว ภูสอยดาวกันเถอะ
(งานนี้จะได้ไปจริงๆไหม จะล่มหรือรุ่ง รอดูไป )
29-06-52 ได้รับหนังสือ 12เดือน7ดาว9ตะวัน ททท.แจกฟรี ใน หนังสือจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ตามเดือน ในแต่ละเดือน
ใน สิงหาคม เหมาะที่จะไปเที่ยว ภูสอยดาว ไปดูดอกหงอนนาค สีม่วง ข้อมูลเบื้องต้น เป็นดอยที่สูงเป็นอันดับ 4
ของประเทศไทย อันดับ 1 ดอยอินนทนนท์ มีรถขึ้นไป
ไม่มีรถขึ้นไปถึงใช้เดินเท้าอย่างเดียว ..
ไหลผ่านแค้มป์ ไปอาบเอง ถ้าไปช่วงหน้าหนาวจะไม่มีน้ำใช้และยังต้องจ้างลูกหาบเอาขึ้นไป ดอกไม้ก็จะน้อยตามไปด้วย สรุปช่วงเหมาะสม
ในหนังสือ ททท แนะนำว่าต้องไปเดือน สิงหาคม-กันยายน
ที่นี้ก็ต้องมารวบรวมเพื่อนๆก่อน ต้องคนที่อยากไปด้วยกันจริงๆ เพราะทางมันโหดมาก จากที่อ่านมา เดี๋ยวจะหมดสนุกไป พอดีมีเพื่อนที่
น่ารัก ยอมไปเที่ยวด้วยกันแล้ว 4 คนรวมเราก็ 5 คนพอดี(เต็มรถ) ..คนที่ใจพร้อม
แต่ต้องลุ้น.. ว่าร่างกายเราจะไว้กันไหมด้วยน่ะ อายุก็ปาเข้าโขอยู่เฮ้อ ...เขียนไปยังเหนื่อย (ดมยาดมก่อน)
กำหนดวันจริงๆยังไม่สรุป แต่ตื่นเต้นจังอิอิ อยากไปมาก
เฮ้าเดี๋ยวหารูปมาให้เพื่อนๆชมที่หลัง
22 กรกฎาคม 2552
วันนี้สรุปวันเดินทาง จะไปตอนเย็นหลังเลิกงาน 15 สิงหาคมกลับวันที่ 18 สิงหาคม
24-07-2552
วันนี้เศร้า พี่เจ้าของรถที่จะพาไปเที่ยว โทรมายกเลิกติดงาน(อาจจะเป็นพิษเศรษฐกิจด้วย) เศร้ามาก ท่าทางจะล่ม เฮ้ออีกแล้วเราเศร้าจริง
31-07-2552
วันนี้ลองอ้อนเพื่อนอีกครั้ง อิอิ ภูมิใจนำเสนอไปเที่ยวภูสอยดาวกับทัวร์กับเวปที่เราเคยไปมาแล้ว ราคา 4 คน อยู่
ที่ 2800 +-อยูที่ 200 จริงๆก็น่าจะลบอย่างเดียวอะแหละ พี่ที่คิดราคาให้ก็บอกให้หาคนมาเพิ่มราคาจะถูกลง จะลงเวปให้หาคนไปด้วยราคาปัจจุบันอยุ่ที่ 2600 เพื่อนเราต่อราคา บวกขอความเห็น ได้ราคาเท่านี้ แต่ถ้ามีใครไปเพิ่มอีก ราคาจะลง เต้นทร์ ถุงนอน อาหารพร้อมไปแต่ตัวกับของส่วนตัวจ้า ใครสนใจเชิญ คุยกันได้น่ะ จะแจ้งรายละเอียดเราจะไปคืนพระจัทร์เต็มดวง ขอบอกพระจันทร์บนยอดดอยภูสอยดาวนี้ดวงใหญ่สวยมากจ๊ะ มีดริ๊งพูดคุยกันยามค่ำคืนเล็กน้อยใครสนใจ ฝากข้อความมาได้จ๊ะ เผื่อมีคนอยากไปแต่รวมเพื่อนพ้องไม่ได้ เราจะไปวันที่ 4-6 กันยายน 2552 ที่จะถึงนี้น่ะค่ะ รถตู้
สนใจมาลองคุยหรือจะรอชมภาพจากเราได้เหมือนเคยได้ค่ะ^_^
1-08-2552
ทริปภูสอยดาว ขุนเขา สายลม ไอหมอก และดอกไม้
วันพฤหัสฯที่ 3 กันยายน 2552 20.00 น. รวมพลกันที่จุดนัดหมาย พร้อมออกเดินทางสู่ อ.ชาติตระการ วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2552 05.30 น. ถึงตลาดสด อ.ชาติตระการ แวะซื้อของสด กาแฟ ปาท่องโก๋ ใครยังขาดเหลืออะไรก็หาซื้อได้ที่นี่ 06.00 น. ออกเดินทางต่อ มุ่งสู่ อ.ร่มเกล้า 07.30 น. เดินทางถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เตรียมจัดการสัมภาระส่วนตัว พร้อมแยกสัมภาระส่วนตัวมอบให้ลูกหาบ อาหารเช้าง่ายๆ จากนั้นราวประมาณ 9 โมงเช้าก็ออกเดินเท้าขึ้นภูสอยดาวได้เลย ระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร ไม่ใกล้ไม่ไกลเดินกันไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเราจะผ่านเนินต่างๆ มากมาย เช่น เนินส่งญาติ เนินปราบเซียน เนินป่ากอ เนินเสือโคร่ง เนินมรณะ จนถึงลานสน ยอดภูสอยดาวมีความสูงถึง 1,633 เมตรจากระดับน้ำทะเล 16.00 น. ถึงยอดลานสน จุดตั้งแค้มป์ พักผ่อนสักครู่ เดินไปชมพระอาทิตย์ตก รับประทานอาหารเย็นเสร็จก็ตัวใครตัวมันพักผ่อนตามอัธยาศัย แต่อย่ารีบนอนกันล่ะเพราะคืนนี้วันเพ็ญ ออกมายลพระจันทร์กลมโตที่จะค่อยๆโผล่มาจากสันเขาหลังที่พักเรา (ถ้าฟ้าเปิดน่ะ) วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 วันนี้ตามสบาย ใครจะตื่นเช้าไปดูทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าบนภูสอยดาว หรือนอนกินบ้านกินเมืองกันต่อก็ไม่ว่ากัน แต่ออกมาทานอาหารเช้า กาแฟร้อนๆ กันก่อน จากนั้นสายๆหน่อยค่อยเดินไปชมน้ำตกสายทิพย์ กัน ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดเล็กแต่เขียวชอุ่มไปด้วยมอสที่ปกคลุมต้นไม้ ปกคลุมหิน สวยบอกไม่ถูกจริงๆ จากนั้นก็กลับมาทานอาหารกลางวัน ช่วงบ่ายก็เริ่มเดินชมธรรมชาติของ ลานป่าสนของภูสอยดาวแบบเต็มๆ ที่โอบล้อมไปด้วยต้นสนสามใบ และถูกประดับประดาไปด้วยดอกหงอนนาค สีม่วง ดอกกระดุมเงิน สีขาว ดอกเอนอ้าสีม่งอมชมพู เต็มทั่วลานสน และข้ามเขตไปประเทศเพื่อนบ้านกัน จากนั้นก็เก็บภาพพระอาทิตย์ตกกันอีกรอบได้เวลาสมควรเดินทางกลับที่แค้มป์ พักผ่อนกันตามสะดวก วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 07.00 น. รับประทานอาหารเช้า พร้อมเก็บสัมภาระ เตรียมตัวเดินทางลงจากภูสอยดาว 13.00 น. เดินทางถึงที่ทำการอุทยานฯ จากนั้นใครจะเล่นน้ำตกก็ได้หรืออาบน้ำแต่งตัว 15.00 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ 24.00 น. ถึง กทม. โดยสวัสดิภาพ 07-08-09
789 เลขเรียงกันสวยงามเลยวันนี้
รู้สึกว่าจะเหลือที่ว่างเพียงที่เดียวในวันนี้ แต่ถ้ามากกว่านั้นจริงๆจะมีรถเพิ่มมากอีก และเพิ่ม สต๊าฟด้วย แต่คิดว่าคงจะเพิ่มยาก
หาคนไปด้วยยากมากๆ เขาว่าพอๆกันกับเส้นทาง ดอยหลวงเชียงดาว เหนื่อย ลุย แต่เราก็ชอบน่ะ เป้าหมายคือชมหมอกบนภูน้ำตก และดอกหงอนนาคสวยๆ เมื่อไหร่จะได้เดินทางซักทีน่ะ อิอิ เริ่มออกกำลังกายมาได้ 4 วันเอง เพราะฉะนั้น ต้อง ทำต่อไป เพื่อแข้งขาจะได้ชิน ซ้อมๆไว้ก่อน ขาเราจะได้ไม่ตกใจช๊อคไป55
19-08-09
เหลืออีก 15 วัน ก็จะได้ไปเที่ยวสมใจแล้ว เย้ๆ ตอนนี้มีคนสนใจไปกรุ๊ปเดียวกัน 15 คนแล้ว แต่ยืนยันจริงๆ 8 คน เกือบครึ่ง
ต้องรอดูใกล้ๆวันจริงว่าจะมีใครถอนตัวอีก
26-08-09
เหลืออีก 8 วัน 55555จากได้ไปเที่ยวแล้ว คิกๆๆ เพื่อนร่วมทริป 10 คน วู้ ........
31-08-09
วันนี้ลางานแล้วเรียบร้อย เย็นวัน พฤหัสนี้แล้ว ยังไม่ค่อยฟิตเท่าไหร่เลยแหะ แต่ อยากไปซะอย่าง ค่อยๆไปก็ได้มั้ง ฝนก็ตกซ่ะจริงๆดูพยากรณ์อากาศ เหมือนกันทุกวัน คือมีฝนตก
3-09-09
วันนี้จะไปเที่ยวแล้วเวลานัด 2 ทุ่ม เดี๋ยวกลับบ้านไปต้องรีบเพคกระเป๋า
June 24 พุดเวียตนามJune 10 ดอกพุด ดอกพุดมีหลายสายพันธุ์ มีใครรู้กันบ้างค่ะ เราก็เพิ่งจะรู้จักเมื่อเร็วๆนี้เอง ตอนที่มีโอกาศไปเดินตลาดนัดต้นไม้ที่สระบุรี ตอนวันหยุดสงกรานต์ หยุดเยอะกว่าชาวบ้านเขาเพราะพิษเศรฐกิจไม่ดี 55 ไม่งั้นเราคงจะไม่ได้มาเจอต้น พุดน้ำบุษย์ ดอกมันมีสีเหลืองทอง สีมันสดุดตา แต่เนื่องจากเรื่องปลูกต้นกล้วยไม้ แล้วตาย มันก็เลยฝังใจว่าเราไม่ควรจะปลูกต้นอะไรอีก อิอิ แต่...เข้าไปดมๆหน่อยมันหอมไหมเห็นว่าสีมันสวยดี ตอนไปดม ช่วงนั้นเป็นตอนเที่ยงๆพอดีเราว่ากลิ่นมันก็ยังหอมอยู่ดี กลิ่มมันเหมือนดอกพุดใหญ่ก็เลยไม่แน่ใจว่ามันใช่ไหม ก็เลยถามคนขายถึงได้รู้ว่าเป็นดอกพุดจริงๆ ก็เลยตัดสินใจ ซื้อมา เขาขายให้ต้นละ 80 หรือ90 ไม่แน่ใจ เราก็ว่าแพงเหมือนกันน่ะต้นแค่เอว (เอวเราน่ะค่อนข้างเตี้ยอิอิ) แต่ดอกดกมากๆ หอมฟุ้งเชียว
หลังจากนั้นก็ถึงได้มารู้จากเว็บว่าดอกเขาจะเปลี่ยนสีจากขาวบริสุทธิ์ เป็นเหลืองสดใส และสุดท้ายจะเหลืองเข้ม เราว่าสีเหลืองคล้ายๆดอกจำปาน่ะแต่เขาเขียนว่าเหลืองทอง ช่วงหลืองเข้มเนี่ยแหละคือเขาใกล้ๆจะโรยแล้ว แต่สวยดี เหมือนการเดินแฟชั่นชุดที่ดีที่สุดจะออกมาตอนท้ายๆไง เอ...เขาเรียกว่า ชุดฟินาเล่ มาดูช่วงของสีสันที่เราถ่ายรูปเก็บไว้น่ะมันจะบานช่วงค่ำๆพอมืดปุ๊ป เขาก็จะบานปั๊ปเลยกลิ่นหอมสุดๆ ที่รู้เพราะเคยพลาดที่จะเห็นดอกบาน ที่นี้ก็พอเห็นดอกตูมสีขาวก็เลยเฝ้าดูรอถ่ายภาพมาลงเวป
ดอกเขียวตอนยังไม่เต็มที่
ดอกเป็นสีขาว ต้องรีบไปเตียมกล้องล่ะน่ะ ไม่ให้พลาด
เริ่มแย้ม กลิ่นของดอกก็แตะจมูกแล้ว
ค่อยๆบาน นี่ต้นแรกที่ซื้อน่ะมันจะมีดอกเยอะหน่อย แพงกว่าต้นที่ 2 ที่เรากำลังถ่ายดอกบาน ต้นแรกอยู่ที่บ้าน ต้นที่ 2 นี่เราไว้ที่ หอพัก ราคา ก็ 35 บาทเอง แต่เรามาเปลี่ยนกระถางใหม่ แบบว่ากระถางเก่ารากเขาล้นแล้ว
เปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด
สีเหลืองเข้ม
บางคนอาจจะไม่ชอบต้นดอกพุด เพราะหนอนเยอะ กลิ่นแรง แต่...ก็น่ะ เขาคงยังไม่รู้ว่าดอกพุดนี่มีหลายพันธุ์ซะเหลือเกิน เราก็จะลองๆสะสมดู เอาเฉพาะที่เราชอบๆน่ะ ตอนนี้ก็มีพุดซ้อนใหญ่ตามมา ตอนแรกเลยหน่ะ ต้นที่ สองของเราอยากได้ พุดฮอล์แลนด์ เพราะดอกเขาจะใหญ่บานคล้ายๆดอกกุกลาบสวยมากๆ เจอต้นแรกไม่เห็นดอก แต่เขาขาย 500 แนะ เราเห็นรุปในเวปมันก็เกิดกิเลศอยากได้มาก แต่เพราะว่าเป็นดอกไม้นำเข้า เรายังขยายพันธ์ไม่ได้ก็แพงเขาบอกว่าให้รอซัก..ปี สองปีสิ ไม่เอาอ่ะ ไม่รอหรอกเรื่องอะไร หาต้นเล็กๆก็ด้าย 55 ก็พยายามไปหาตามร้าน ไปเจออยู่ร้านนึงต้นไม้เยอะเชียว ถามหาพุดฮอลแลนด์หรือพุดกุหลาบก็ได้ ก็บอกว่าไม่รู้จัก เขาบอกว่าอาจจะเป็นชื่อตั้งใหม่ ชอบตั้งชื่อกันไปเรื่อย พุดดอกใหญ่ๆใช่ไหม นี่ไงพุดซ้อนเนี่ยแหละบานเหมือนกุหลาบ เราก็ดูลักษณะใบ ก็มั่นใจว่ามันไม่ใช่ แต่ก็ซื้อน่ะเพราะว่าเราก็ยังไม่มีพุดซ้อนใหญ่เหมือนกัน ต้นตั้ง 90 แพงจัง แล้วก็หันไปเห็พุดแคระ ก็ถามเขาว่าอันนี้พุดอะไรพี่ เพราะเราก็เพิ่งศึกษากะว่าจะได้ความรู้เพิ่มแต่คิดๆในใจแล้วว่ามันต้องเป็นพุดแคระ เขาก็บอกว่าเหมือนกันกับต้นที่น้องซื้อหน่ะแหละ หว่าย เราก็เถียงมันจะเหมือนได้ไง ลักษณะต้นไม่เหมือนกันหน่ะ แต่ช่างเถอะในเมื่อเราก็ไม่แน่ใจ ก็ไม่ได้ซื้อมา ถ้าว่าถ้าเขาจำไม่ได้น่าจะปักชื่อติดไว้น่ะ แต่รูปพุดซ้อนของเรายังไม่มี คือบานช่วงเราขี้เกียจ แล้วตอนนี้ก็อยุ่ที่บ้านอีกต่างหากคงจะถ่ายมายากหน่อย เราจะโชว์เฉพาะรูปที่เราถ่ายเองน่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆอยากเห็นว่าพุดต่างๆเป็นอย่างไรก็ลองค้นเวปอื่นๆที่เราหาข้อมูลดูก็แล้วกัน หาไม่ยากหรอกเน๊าะ เราอาจมาเป็น แก๊ง เดียวกันก็ได้ พุดต้นที่ 3 ของเราเป็นพุดกุหลาบ แต่มันดอกค่อนข้างเล็กไม่เหมือนที่คิดไว้ว่ามันจะใหญ่ แต่ฟร์อมดอกมันสวยมากน่ะ ไว้ถ้ามีโอกาศคงได้ถ่ายรูปมาให้ดู เขาว่าดอกพุดนี่เป็นดอกไม้ของคนแก่นี่คงจะจริง เรามาชอบตอนแก่พอดี อิอิ พุดต้นที่ 4 ก็คือพุดน้ำบุษย์ซื้อใกล้ๆที่ทำงาน ที่บอกราคาไปแล้วเห็นว่าถูกเลยซื้อเพราะคิดถึงต้นที่บ้านกำลังออกดอกดกเชียว แล้วก็เลยสั่ง พุดฮอลแลนด์ร้านนี้ซะเลย ไม่รู้ว่าราคาจะเท่าไหร่บอกเขาไม่เอาต้นใหญ่ เอาเล็กๆ ไม่แพง ต้นที่5-6 นี่ได้ที่ได้ตลาดนัดวันอาทิตย์ใกล้ที่ทำงานได้มาพร้อมกัน คือพุดเสปน 50 บาท และพุดเวียตนาม 20 บาทเอง เนี่ยราคาต้องอยู่ประมาณนี้เรารับได้ อิอิ ร้านที่บอกชื่อพุด ผิดๆ เราก็ยังแวะไปหาเขาน่ะ เห็นเขาเอาพุดบูรพามาขาย ต้น 90 ถามเขาว่าพุดอะไรพี่ (ลองภูมิซักหน่อย) พี่แกก็ตอบอย่างมั่นใจว่า พุดจีบ โอ้ ไม่น่าเลย.....จะบ้าเหรอพุดจีบที่ฉันรู้จักอ่ะมันเล็กเป็นช่อใครๆก็รู้จัก โค ตะ ระ มั่วนิ่มเลย ไม่เอา หมั่นไส้แล้ว ...งอนๆ ไม่ซื้อๆ ..อยากพูดชื่อไม่ถูก ขายก็แพง ไม่เข้าแล้วร้านนี้ มั่วสุดๆ วันนี้ก็มานั่งเปิดเวปดอกพุดหาดูพันธุ์แปลกสวยๆ พี่ที่งานเขาก็สนใจ แล้วเขาก็บอกรู้จักคนขายต้นไม้สั่งได้เลย ก็เลยสั่ง พุดชมพู พุดอเมริกา และพูดเศรษฐีบางใหญ่ ก็มันชอบเข้าเส้น แล้วเหมือนเดิมสั่งไว้ว่าเอาถูกๆน่ะ ไม่เอาต้นใหญ่ไม่รู้จะได้สมใจไหม พุดแตรงอนก็สวยน่ะ แต่คิดว่าพอแค่นี้ก่อนดีกว่า เศรษฐกิจ ส่วนตัวไม่ดีอิอิ ถ้าได้มาแล้วจะถ่ายรูปดอกมาอวดโฉมน่ะนานหน่อย รอติดตามกันหน่อยน่ะค่ะ ช่วงนี้ไม่อัฟเดท เสปสเลยเพราะไม่ได้ไปไหน เวลามีตอนตังค์หมดก็อย่างเนี๊ยะอิอิ ฝนตกด้วย แต่ช่วงนี้แนะนำให้ไปดูดอกกระเจียวน่ะกำลังบานสวยเชียวที่ จังหวัดชัยภูมิ
มาดุต้นดอกพุดเสปนหน่อย มันเป็นอะไรกันแน่ ลงรูปให้ดูช่วยหน่อยตอนแรกที่มาดอกก็ใกล้จะบานแล้ว
ใบก็มีอาการเหมือนในรูป
ถ้ายังไม่ชัด
ในรูปดอกมันค่อยๆเฉา ขั้วดอกเหลืองแล้วร่วงไป ไม่แน่ใจเกิดจากอะไร ให้ปุ๋ยเยอะไป น้ำเยอะไป หรือเพราะไม่ได้วางกลางแดด แบบว่ากลัวมันไม่คุ้นกับแดดที่หอ อิอิ สุดท้ายวางกลางแดดดีขึ้น ยังไม่ได้ให้ยาอะไร รอดูรอลุ้นดอกรุ่นต่อไปก่อน ถ้ามันยังมีชีวิตอยุ่
อีกต้นซื้อมาพร้อมกัน นี่คือ พุดเวียตนาม ดอกยังไม่ร่วง แต่ใปเหลืองไปตั้งเยอะ ดูรูปน่ะค่ะ
หรือว่ามันไม่ได้เป็นอะไร เราวิตกจริตไปเอง ตอนนี้ก็แค่เอาออกมาวางกลางแจ้ง รอดูอาการต่อไป มองไปมองมา ว๊าย.......เจอหอยทากอีกแล้ว เมื่อวานก็สังหารไปหลายตัวที่บ้านวันนี้มันมาหลอนถึงที่หอเรา จะทำยังไงกับมันดีเฮ้อ... เดี๋ยวยังไงจะมาอัพเดทต่อ ตอนนี้ง่วงซะแล้ว จะได้เห็นไปพุดเสปนกับพุดเวียตนามบานซักครั้งไหมน่ะ และรอชมพุดฮอลล์แลนด์ พุดอเมริกา พุดออสเตรีย ไม่รุ้ว่ามาอยุ่กับเราแล้วจะเป็นเหมือนไอ้2ต้นด้านบนไหม เฮ้อ ท้อซะแล้วเรา..
April 14 ขอเล่าเรื่อง ไปเที่ยวกาญจนบุรี ซักหน่อย เพิ่งจะเคยไปเที่ยวกาญจนบุรีเป็นครั้งแรกไปกับ ฉิ่งฉาบทัวร์ อยากไปอ่ะดูสารคดีเกี่ยวกับสะพานข้ามแม่น้ำแควแล้วก็อยากไปเห็นของจริง ยอมร้อน (แต่ค่ารถถูกมาก) ก็ไม่คิดว่าแค่เรื่องร้อนอย่างเดียวที่พยายามอดทน เราต้องมาผจญกับเสียงเพลงดังๆที่เปิดในรถ นอนไม่หลับ ตั้งแต่เที่ยงคืนยันตีห้าครึ่ง ถึงที่ไทรโยค อ่ะ....จะถามล่ะสิว่าทำไมช้า ก็ขี้เมาเยอะ แวะปั๊มตลอด แต่ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องอุบัติเหตุ เพราะเสียงเพลงที่รถเปิดดังกระหึ่มยามค่ำคืน สงสารคนที่มีบ้านติดริมถนนจริง แต่ตอนนี้น้ำตาตกอยู่ในรถ น่าสมเพชยิ่งกว่าฮือๆๆๆ
เข้าใจแล้ว ของดีราคาถูกมีที่ไหน (ถ้ามีบอกด้วย) เช้าเราก็มาถึงที่ไทคโยคน้อย ทำเป็นร่างเริงกระโดดเป็นกบเป็นเขียด ที่แท้ พวกนี้อ่ะยังไม่ได้นอน สุคอนเฟิร์ม
เช้านี้รถพาเรามาล้างหน้า พักหูที่ปั๊มนี้อยู่ใกล้ๆ กับน้ำตกไทรโยคน้อย ที่ไหนมีป่ามีภูเขาก็จะมีหมอกยามเช้า สวยอย่างนี้ สดชื่นได้แม้ไม้ได้นอน
น้ำก็ใสสีสวยเวลาถ่ายรูปแต่เช้าอย่างนี้ไม่อยาก สัมผัสน้ำเท่าไหร
![]() ตอนสายๆมาเที่ยวที่วัดถ้ำเสือเห็นแต่ในรูป สวยจริงๆค่ะ ยิ่งใหญ่ดีค่ะ
ต้องขึ้นบันไดไปด้วยน่ะ แต่ใครไม่อยากเดินก็มีกระเช้าบริการ 10 บาทเท่านั้น เดินไม่เหนื่อยหร๊อก จริ๊งๆ...อ่ะ (^_^")
สมใจค่ะได้มายืนตรงจุดนี้แล้วมีแบล็คกราวน์เป็นสะพานที่มีประวัติยาวนาน
ตอนลงแพ มีฝนตกเล็กน้อย แต่พอฝนหายไปอากาศก็สดใสอย่างที่เห็น เคยล่องแพ
เที่ยวที่ จังหวัตาก ทีลอซู จะพบแต่ธรรมชาติล้วนๆ บรรยากาศไม่เหมือนกับ ที่นี่เราจะเห็นบ้านเรือนเป็นระยะๆ
สิ่งก่อสร้าง วัด และถนนที่ขนานไปกับลำน้ำบางช่วง แพที่ลงเป็นแพเทคเสียงดังก็ไม่
รู้ว่า คนที่อยู่ 2 ฝั่งเขาจะลำคาญบ้างไหม น่ะ
December 07 ครั้งแรกในชีวิตพิชิตยอดดอยหลวงเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ดอยหลวงเชียงดาว
ขอพูดถึงจุดเริ่มต้นความคิดที่อยากจะไป ณ. ดอยหลวงเชียงดาวแห่งนี้
แทบทุกครั้งที่เราอยากจะไปเที่ยวที่ไหนเริ่มต้นจากความสวยของสถานที่ ความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนั้นยิ่งถ้า เป็นหนึ่งเดียวหมายถึงมีที่นี่ที่เดียวไม่ซ้ำใครรับรองว่าดึงความสนใจเราได้มากทีเดียว เมื่อสนใจก็ต้องเริ่มต้นค้นข้อมูล ก็อีกเช่นเดียวกันเราหาข้อมูลจากที่เวปนี่แหละ ก็ได้รูปสวยๆจาก ดอยหลวงเชียงดาวแห่งนี้มามากมาย ฝันเลยว่า เราต้องไปที่แห่งนี้ให้ได้ จะได้ไปปีไหนก็ตาม ที่ว่ามีความน่าสนใจเพราะบนยอดดอยแห่งนี้มี วิวมองโดยรอบ เรียกได้ว่าวิว 360 องศาเลยทีเดียว
และพันธุ์พืชกึ่งอัลไพน์ที่พบได้ที่นี่เพียงที่เดียวไม่ว่าจะเป็นเที่ยนนกแก้วที่สุดแสนจะประทับใจในรูปร่างช่างเหมือนนกสมชื่อจริงๆ
และดอกขาวปั้นที่พบที่นี่ที่เดียวเท่านั้น
และอีกมากมายที่ชื่อของดอกไม้ลงท้ายด้วยคำว่า เชียงดาว
การเดินทางไปดอยหลวงเชียงดาวสำหรับเรา นั้นถือว่ายากลำบากมาก แต่ถ้าคนเที่ยวสไตล์นี้คงชิลๆ อย่างแน่นอนเราเลือกที่จะเดินทางไปกับทริปนึง และเส้นทางที่จะพิชิตยอดดอยหลวงเชียงดาวนั้นมี 3 เส้นทางทางที่นิยมไปมากที่สุดและไกลที่สุดคือเส้นทาง เด่นหญ้าขัด ทางทริปเลือกเส้นทางที่โหดที่สุดคือเส้นทางปางวัว ถ้าจำไม่ผิด ซึ่งเส้นทางนี้ที่ว่าโหด คือโหดในเรื่องความชัน นิยมใช้เป็นเส้นทางลงซะมากกว่าซึ่งจะใช้เพราะเป็นเส้นทางที่สั้น และสามารถลงได้เร็วที่สุด ระยะทางนั้นร่นระยะทางได้มากกว่าเด่นญ้าขัดถึง 2 กิโลเมตร ระยะทางซึ่งดูไม่เยอะนี้แต่ถ้าพูดถึงเราต้องไต่ระดับความชัน และของที่อยู่บนหลังเรานี้ ถือว่าคุ้ม ระยะทางสั้นแต่ชันนิดหน่อย ที่นี่..ขึ้นชื่อเรื่องการประหยัดน้ำเพราะบนยอดดอยไม่มีน้ำใช้เราต้องแบกขึ้นไปเอง การเพคกระเป๋าของเราก็เลยต้องเน้นสิ่งที่จำเป็น เช่นเสื้อแขนยาวเพราะทางที่จะไปรกมากถ้าไม่ใส่เสื้อแขนยาวจะคันมากๆมีแต่หญ้าสูงๆ และเครื่องกันหนาว ส่วนเสื้อแนะนำไปแค่1-2ชุดก็พอเพราะไม่ได้อาบน้ำแน่แค่แปรงฟันยังไม่ได้เลย แต่เราแอบแปรงน่ะอิอิ การจะไปควรจะไปกับทริปทัวร์ดีกว่า เพราะเขาบังคับให้ต้องมีไกด์นำทางไป แต่ถ้าเรามีกลุ่มไปเยอะๆก็ติดต่อไกด์
กับลูกหาบเองได้เลยราคานั้นเราไม่ค่อยทราบ รู้แต่ว่าลูกหาบวันละ450บาทต่อคนต่อวัน
อย่างที่เห็นในรูปเรื่องเส้นทางและของที่แบกอยู่บนหลังไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยแต่ใจรัก รักที่จะไปอะไรก็สามารถ ถ้าเพื่อนๆสนใจที่จะไปต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายของเพื่อนๆให้ดี อย่างเรานี้ก็เตรียมพร้อมโดยการออกกำลังกายโดยการวิ่งและเดิน ฝึกเรื่องการหายใจและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ไม่ต้องตกใจว่าจะไปยาก ไม่เกินความสามารถหรอก ถ้าเราทำได้เพื่อนๆก็ต้องทำได้ สิ่งที่เตรียมไปนั้นควรจะมีกระดาษเปียกหรือกระดาษเช็ดก้นเด็ก ไว้เพื่อไปทำความสะอาด แทนการอาบน้ำเพราะเราจะไม่ได้ อาบแน่นอน ทิชชู่ก็ต้องเอาไป ไฟฉายด้วยแล้วถ้าใครอ่านบล๊อคเราแล้วได้มีโอกาสไปเยือนเอารูปมาฝากเราบ้างน่ะมาดูวิวและดอกไม้ที่พบระหว่างทางกันดีกว่า(รูปเต็มๆดูได้ที่อัลบั้มน่ะค่ะ)
และที่นี่เป็นภูเขาหินปูนที่สูงที่สุดในประเทศไทยเราจะพบ ฟอสซิลหอยที่นี่ สังเกตุกันดีดีน่ะค่ะ พบระหว่างทางค่ะ ตรงจุดที่มองเห็นดอยเขาสามพี่น้องมั้งอิอิ ลืม.. พูดถึงความสูงที่นี่ ณ.ยอดดอยหลวงแห่งนี้สูงเป็นอันดัสามของประเทศไทยรองจาก ดอยอินทนนท์ ดอยผาห่มปก ซึ่งทั้งสองที่นั้น รถสามารถขับขึ้นไปได้คิดดูละกันอันดับสามแต่สูงสุดในบันดาดอยที่ต้องเดินด้วยเท้าเพื่อไปถึงสุดยอดไหมล่ะ ทีนี้มาดูพันธุ์ไม้กันบ้าง ดอกฟองหินเหลือง หญ้าดอกลายและอื่นๆอีกมากมายชมอัลบั้มเต็มได้จากข้างบนนี้น่ะค่ะ
November 01 กิจกรรมที่เขื่อนเชี่ยวหลาน ต่อค่ะ มาเล่าเรื่องต่อ แล้วค่ะ อู้มาหลายวัน จริงๆแล้วไม่รู้จะมีใครมาอ่านบ้าง ( อิอิไม่เป็นไรๆ ) พอเรือล่องผ่านเวิ้งน้ำมองทางซ้ายมือก็จะเห็นกลุ่มภูเขาหินปูนมากมาย บ้างก็สูงชัน บ้างก็เป็นแค่เนิน เหมือนเป็นเกาะเล็กๆกลางทะเลกว้าง ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม ซึ่งเขื่อนเชี่ยวหลานนี้ข้างล่างเคยเป็นหมู่บ้านเล็กๆหลากหลายหมู่บ้าน ผู้คนมากมายที่เคยได้อาศัยใต้ผืนน้ำแห่งนี้ ชื่อหมู่บ้าน บางหมู่บ้านนี่ก็ยังเป็นชื่อแพที่พัก ในปัจจุบัน ตอนที่เริ่มกักน้ำ สัตว์ป่าตกค้างก็ยังมีอยู่ สืบ นาคะเสถีร เข้ามาช่วยเหลือสัตว์ป่าได้บ้าง เราได้ข้อมูลมาจากหนังสือ ของ อ.ส.ท. เดือนพ.ค. 2550 เอาล่ะเล่าให้ฟังแค่นี้น่ะ เราก็เพิ่งจะได้อ่าน (เศร้ายังไงไม่รู้) ซึ่งตอนที่เราผ่านช่วงใกล้ๆจะถึงแพที่พักเราจะเห็น ซากต้นไม้แห้งๆ ตายยืนต้นโผล่พ้นน้ำซึ่งลึกมาก เราก็สงสัยว่าต้นไม้นี่มันตายมานานมากแค่ไหนแล้วน่ะ แล้วน้ำไม้ที่เห็นอยู่นี้คงจะสูงใหญ่มากๆ เพราะขนาดน้ำลึกขนาดนี้ ยังโผล่พ้นน้ำมา พี่ที่อยู่บนแพเขาบอกว่าน้ำที่หน้าแพของเรานั้นลึก 90 ศอกไปคำนวณกันดูเอาเอง ทำไมไม่บอกเราเป็นเมตรน่ะ อิอิ
รูปข้างล่าง นี่คือรูปแพเพลินไพรก่อนถึงแพเรานิดเดียว ข้างหลังแพจะเป็นแถบภูเขาสูงชัน ซึ้งตอนเช้าๆจะมีเมฆลอยต่ำปกคลุมบนยอดเขาสวยมาก ความงามของขุนเขากับผืนน้ำ สวยจริงๆค่ะ ภาพถ่ายของเราสวยไม่ได้ครึ่งหนึ่งของที่ตาเราเห็น
มาถึงแพที่พักของเรา ชื่อแพสายชล ข้างหลังก็จะเป็นภูเขาสูงๆ แหงนคอตั้งบ่า เรารู้สึกสดชื่นมากๆ พอขึ้นจากเรือเพื่อเก็บของเข้าห้องพักที่มีลักษณะเป็นกระท่อมตามภาพ ก็ไม่หรูหราแต่น่ารักมาก
เจ้าของแพก็มาถามไถ่ว่าจะมาทานอาหารตอนกี่โมง เราก็นัดไว้เที่ยงครึ่ง ซึ่งอาหารก็น่าทานตามภาพ ซึ่งอาหารที่มาเสริฟนั้นมีปริมาณที่มาก และยังสามารถ ขอเพิ่มได้อีกไม่อั้น เจ้าของแพบอกว่าที่ไม่มีเซเว่น เพราะฉะนั้นเราต้องให้ลูกค้าทานให้อิ่ม และเสริมว่าโทรศัพท์ยังไม่มีสัญญาณเลยตัดขาดโลกภายนอก ใครที่เป็นประเภทงานรัดตัวมาที่นี่ คือได้พักผ่อนได้อย่างเดียว ไม่มีคนโทรมาติดตามรบกวนได้เลยอิอิ พักผ่อนได้เต็มที่
ทานมื้อเที่ยงเรียบร้อยก็มานั่งๆ นอนๆชมความงามซึมซับให้เยอะๆ เราคิดว่าเราคงไม่ได้มาเที่ยวในที่แบบนี้ได้ทุกวัน แอบอิจฉาพวกพี่ๆที่เขาอยู่ที่นี่จังเลย
พอบ่ายๆเราก็พายเรือ คะยัคเล่น ที่นี่ไม่คิดเงินค่ะฟรี พายไปจนถึงฝั่งตรงข้ามโน่นเลย เก่งไหมๆ เพิ่งหัดพายครั้งแรกน่ะเนี่ย ไม่อยากคุย อ่อ.... คุยไปแล้ว อิอิ แล้วก็ลงเล่นน้ำ ก็อย่างที่บอกน้ำลึก เราจะลงเล่นน้ำเราก็ต้องใส่ชูชีพไว้ด้วยเห็นไหมค่ะน้ำใสแจ๋วเลย
เย็นมากแล้วฟ้าเป็น สีชมพู
และมาถึงมื้อค่ำ ซึ่งมือค่ำนี้ก็ไม่ธรรมดาอีกเหมือนกันดูสิค่ะ ปลาเทียบกับช้อนส้อมตัวใหญ่มาก เรากินได้ไม่ถึงครึ่งตัวเลย เพราะมีผัดผัก ไข่เจียวและแกงเหลือง โอย....ระวังมันกำลังจะมา(มันไม่มาแล้วล่ะ.... มันอยู่นี่แล้วล่ะอิอิ)
ไฟฟ้าที่นี้เขาจะเปิดตอน 6 โมงเย็น ปิดตอนประมาณ 4 ทุ่มมีพัดลม 1 ตัว ไฟ 1 ดวง แบบว่าเขาต้องประหยัดพลังงาน ทั้งๆที่เป็นเขื่อนของการไฟฟ้าอิอิ นี่แหละคือปัญหาพอปิดไฟตอน 4 ทุ่ม ร้อน..ร้อนมาก เราก็เลยต้องตื่น อยากเข้าห้องน้ำ ดีน่ะเตรียมไฟฉายมาด้วยไม่งั้นแย่แน่ เพราะห้องน้ำอยู่บนฝั่งต้องเดิน ตามทางเดินบนแพ ถ้าไม่มีไฟมา เจอกับความมืด และก็ความมืด แต่ก็อีกแหละตื่นขึ้นมาตอนดึกๆเราก็ถือว่าโชคดีได้มาดูดาวบนท้องฟ้าที่สวยจริง ไม่ได้ถ่ายภาพมาฝาก แต่ภาพหมู่ดาวมันเก็บอยู่ในใจของเรานี้แหละ อิอิ ลมที่พัดอยู่นอกกระท่อมเย็นสบายมาก นั่งชมอยู่พักใหญ่ก็เริ่มง่วงที่นี่หลับยาวถึงเช้าเลย ช่วงเช้าเรานัดเรือให้กลับตอน 07.30 น เราก็ตื่นประมาณตีห้ากว่า อาบน้ำเก็บของและทานมื้อเช้าซึ่งมีข้าวต้มทรงเครื่องและกาแฟ อืม...ลืมบอกไป น้ำเปล่ากาแฟ เขาให้ไปบริการตนเองได้เลยไม่อั้น เพียงแต่ว่าเราต้องไปหยิบเอง เราก็เก็บภาพบรรยากาศของแพที่พักตอนเช้าตรู่ แล้วเราก็ต้องอำลาจากแพที่พักเพื่อไปชมความงามของกุ้ยหลิ้นเมืองไทย ที่ตั้งใจมาชมสักที ภาพความงามนั้นเรารู้สึกประทับใจมากๆ เหมือนอยู่ในสวรรค์เลย (ไม่เคยไปหรอก แต่ใจมันคิด)มองไปเบื้องหน้ามีม่าน ของเมฆหมอกปกคลุมอยู่ทั่วไป เรากดซัตเตอร์ไม่หยั้ง ซอกเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียว บวกกับหมู่มวน หมอกดูชุ่มชื่นซะเหลือเกิน คุ้มเกินคุ้มกับประสบการณ์ชีวิตของเราในครั้งนี้ จะไม่มีวันลืมเลย ว่าครั้งนึงฉันได้มาเยือน October 14 ภาพกิจกรรมบนแพสายชล |