Sukanya's profileสุกัญญาPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
01 November กิจกรรมที่เขื่อนเชี่ยวหลาน ต่อค่ะ มาเล่าเรื่องต่อ แล้วค่ะ อู้มาหลายวัน จริงๆแล้วไม่รู้จะมีใครมาอ่านบ้าง ( อิอิไม่เป็นไรๆ ) พอเรือล่องผ่านเวิ้งน้ำมองทางซ้ายมือก็จะเห็นกลุ่มภูเขาหินปูนมากมาย บ้างก็สูงชัน บ้างก็เป็นแค่เนิน เหมือนเป็นเกาะเล็กๆกลางทะเลกว้าง ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม ซึ่งเขื่อนเชี่ยวหลานนี้ข้างล่างเคยเป็นหมู่บ้านเล็กๆหลากหลายหมู่บ้าน ผู้คนมากมายที่เคยได้อาศัยใต้ผืนน้ำแห่งนี้ ชื่อหมู่บ้าน บางหมู่บ้านนี่ก็ยังเป็นชื่อแพที่พัก ในปัจจุบัน ตอนที่เริ่มกักน้ำ สัตว์ป่าตกค้างก็ยังมีอยู่ สืบ นาคะเสถีร เข้ามาช่วยเหลือสัตว์ป่าได้บ้าง เราได้ข้อมูลมาจากหนังสือ ของ อ.ส.ท. เดือนพ.ค. 2550 เอาล่ะเล่าให้ฟังแค่นี้น่ะ เราก็เพิ่งจะได้อ่าน (เศร้ายังไงไม่รู้) ซึ่งตอนที่เราผ่านช่วงใกล้ๆจะถึงแพที่พักเราจะเห็น ซากต้นไม้แห้งๆ ตายยืนต้นโผล่พ้นน้ำซึ่งลึกมาก เราก็สงสัยว่าต้นไม้นี่มันตายมานานมากแค่ไหนแล้วน่ะ แล้วน้ำไม้ที่เห็นอยู่นี้คงจะสูงใหญ่มากๆ เพราะขนาดน้ำลึกขนาดนี้ ยังโผล่พ้นน้ำมา พี่ที่อยู่บนแพเขาบอกว่าน้ำที่หน้าแพของเรานั้นลึก 90 ศอกไปคำนวณกันดูเอาเอง ทำไมไม่บอกเราเป็นเมตรน่ะ อิอิ
รูปข้างล่าง นี่คือรูปแพเพลินไพรก่อนถึงแพเรานิดเดียว ข้างหลังแพจะเป็นแถบภูเขาสูงชัน ซึ้งตอนเช้าๆจะมีเมฆลอยต่ำปกคลุมบนยอดเขาสวยมาก ความงามของขุนเขากับผืนน้ำ สวยจริงๆค่ะ ภาพถ่ายของเราสวยไม่ได้ครึ่งหนึ่งของที่ตาเราเห็น
มาถึงแพที่พักของเรา ชื่อแพสายชล ข้างหลังก็จะเป็นภูเขาสูงๆ แหงนคอตั้งบ่า เรารู้สึกสดชื่นมากๆ พอขึ้นจากเรือเพื่อเก็บของเข้าห้องพักที่มีลักษณะเป็นกระท่อมตามภาพ ก็ไม่หรูหราแต่น่ารักมาก
เจ้าของแพก็มาถามไถ่ว่าจะมาทานอาหารตอนกี่โมง เราก็นัดไว้เที่ยงครึ่ง ซึ่งอาหารก็น่าทานตามภาพ ซึ่งอาหารที่มาเสริฟนั้นมีปริมาณที่มาก และยังสามารถ ขอเพิ่มได้อีกไม่อั้น เจ้าของแพบอกว่าที่ไม่มีเซเว่น เพราะฉะนั้นเราต้องให้ลูกค้าทานให้อิ่ม และเสริมว่าโทรศัพท์ยังไม่มีสัญญาณเลยตัดขาดโลกภายนอก ใครที่เป็นประเภทงานรัดตัวมาที่นี่ คือได้พักผ่อนได้อย่างเดียว ไม่มีคนโทรมาติดตามรบกวนได้เลยอิอิ พักผ่อนได้เต็มที่
ทานมื้อเที่ยงเรียบร้อยก็มานั่งๆ นอนๆชมความงามซึมซับให้เยอะๆ เราคิดว่าเราคงไม่ได้มาเที่ยวในที่แบบนี้ได้ทุกวัน แอบอิจฉาพวกพี่ๆที่เขาอยู่ที่นี่จังเลย
พอบ่ายๆเราก็พายเรือ คะยัคเล่น ที่นี่ไม่คิดเงินค่ะฟรี พายไปจนถึงฝั่งตรงข้ามโน่นเลย เก่งไหมๆ เพิ่งหัดพายครั้งแรกน่ะเนี่ย ไม่อยากคุย อ่อ.... คุยไปแล้ว อิอิ แล้วก็ลงเล่นน้ำ ก็อย่างที่บอกน้ำลึก เราจะลงเล่นน้ำเราก็ต้องใส่ชูชีพไว้ด้วยเห็นไหมค่ะน้ำใสแจ๋วเลย
เย็นมากแล้วฟ้าเป็น สีชมพู
และมาถึงมื้อค่ำ ซึ่งมือค่ำนี้ก็ไม่ธรรมดาอีกเหมือนกันดูสิค่ะ ปลาเทียบกับช้อนส้อมตัวใหญ่มาก เรากินได้ไม่ถึงครึ่งตัวเลย เพราะมีผัดผัก ไข่เจียวและแกงเหลือง โอย....ระวังมันกำลังจะมา(มันไม่มาแล้วล่ะ.... มันอยู่นี่แล้วล่ะอิอิ)
ไฟฟ้าที่นี้เขาจะเปิดตอน 6 โมงเย็น ปิดตอนประมาณ 4 ทุ่มมีพัดลม 1 ตัว ไฟ 1 ดวง แบบว่าเขาต้องประหยัดพลังงาน ทั้งๆที่เป็นเขื่อนของการไฟฟ้าอิอิ นี่แหละคือปัญหาพอปิดไฟตอน 4 ทุ่ม ร้อน..ร้อนมาก เราก็เลยต้องตื่น อยากเข้าห้องน้ำ ดีน่ะเตรียมไฟฉายมาด้วยไม่งั้นแย่แน่ เพราะห้องน้ำอยู่บนฝั่งต้องเดิน ตามทางเดินบนแพ ถ้าไม่มีไฟมา เจอกับความมืด และก็ความมืด แต่ก็อีกแหละตื่นขึ้นมาตอนดึกๆเราก็ถือว่าโชคดีได้มาดูดาวบนท้องฟ้าที่สวยจริง ไม่ได้ถ่ายภาพมาฝาก แต่ภาพหมู่ดาวมันเก็บอยู่ในใจของเรานี้แหละ อิอิ ลมที่พัดอยู่นอกกระท่อมเย็นสบายมาก นั่งชมอยู่พักใหญ่ก็เริ่มง่วงที่นี่หลับยาวถึงเช้าเลย ช่วงเช้าเรานัดเรือให้กลับตอน 07.30 น เราก็ตื่นประมาณตีห้ากว่า อาบน้ำเก็บของและทานมื้อเช้าซึ่งมีข้าวต้มทรงเครื่องและกาแฟ อืม...ลืมบอกไป น้ำเปล่ากาแฟ เขาให้ไปบริการตนเองได้เลยไม่อั้น เพียงแต่ว่าเราต้องไปหยิบเอง เราก็เก็บภาพบรรยากาศของแพที่พักตอนเช้าตรู่ แล้วเราก็ต้องอำลาจากแพที่พักเพื่อไปชมความงามของกุ้ยหลิ้นเมืองไทย ที่ตั้งใจมาชมสักที ภาพความงามนั้นเรารู้สึกประทับใจมากๆ เหมือนอยู่ในสวรรค์เลย (ไม่เคยไปหรอก แต่ใจมันคิด)มองไปเบื้องหน้ามีม่าน ของเมฆหมอกปกคลุมอยู่ทั่วไป เรากดซัตเตอร์ไม่หยั้ง ซอกเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียว บวกกับหมู่มวน หมอกดูชุ่มชื่นซะเหลือเกิน คุ้มเกินคุ้มกับประสบการณ์ชีวิตของเราในครั้งนี้ จะไม่มีวันลืมเลย ว่าครั้งนึงฉันได้มาเยือน |
|
|